“ยักษ์สังคโลก” ทวารบาลสมัยสุโขทัย
คติการสร้างทวารบาลเป็นรูปยักษ์ปรากฏหลักฐานในดินแดนที่เป็นประเทศไทยมานานแล้วหลายยุคหลายสมัย โดยรับแนวความคิดนี้มาจากวัฒนธรรมอินเดียที่เข้ามาพร้อม ๆ กับพระพุทธศาสนาซึ่งเชื่อว่ายักษ์เป็นบริวารของท้าวกุเวร (ท้าวเวสสุวัณ) และเป็นจตุโลกบาลสถิตอยู่ทางทิศเหนือ รูปลักษณ์ของยักษ์ตามความเชื่อในวัฒนธรรมอินเดียจะมีรูปร่างใหญ่โต หน้าตาดุร้าย มีเขี้ยวงอกโง้ง มีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ ผู้คนในเวลานั้นจึงนิยมทำประติมากรรมรูป “ยักษ์” ประดับที่หน้าทางเข้าศาสนสถานโดยมีความเชื่อว่า ทวารบาลรูปยักษ์นั้นจะทำหน้าที่เฝ้าคุ้มครองไม่ให้สิ่งชั่วร้ายที่มนุษย์มองไม่เห็นเข้าไปภายในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ได้
ความเชื่อเรื่องยักษ์ทวารบาลที่ส่งอิทธิพลให้ความเชื่อในดินแดนสุวรรณภูมิร่วมกับการรับพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นครั้งแรกที่อินเดียเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๖ ส่วนหลักฐานการทำทวารบาลรูปยักษ์ในดินแดนสุวรรณภูมิปรากฏครั้งแรกในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖) ในรูปแบบประติมากรรมลอยตัว ทำจากปูนปั้นหรือดินเผา และคติดังกล่าวก็สืบทอดกันมาจนถึงสมัยสุโขทัยซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะรับมาจากวัฒนธรรมเขมร อาทิ ลักษณะหน้าตา การนุ่งโจงกระเบนสั้น ลักษณะการแต่งกายของยักษ์ที่มักสวมมงกุฎ สร้อยคอ กำไลต้นแขน และกำไลข้อมือ เปลือยท่อนบน ถือกระบองหรือประคองลูกแก้ว ทว่าสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของยักษ์ทวารบาล ศิลปะสุโขทัยนั่นก็คือ การนำเทคนิคการผลิตเครื่องปั้นดินเผาเคลือบหรือ “สังคโลก” มาใช้ในการผลิตทวารบาลรูปยักษ์ด้วยดังจะพบกลุ่มเตาเผาที่บ้านป่ายาง เมืองศรีสัชนาลัย ว่าพบทวารบาลรูปยักษ์อยู่ภายในเตาเผา นอกจากนี้ยังพบการทำยักษ์ทวารบาลจากปูนปั้นขนาดใหญ่ แต่มีจำนวนไม่มาก
![]()


